เทคนิคการร้อยไหม

Posted on January 14th, 2016 in หมวดหมู่ | No Comments »

การร้อยไหม

เชื่อว่าสาวๆบางคนอาจจะรู้จักกับเทรนของใบหน้าV-shapeกันแน่นอนเพรามันเป็นใบหน้าที่สาวๆหลายคนใฝ่ฝันอยากจะเป็นเจ้าของ เทรนนี้เป็นเทรนที่ถูกรับว่าจากประเทศที่ขึ้นชื่อเรื่องศัลยกรรมอย่างเกาหลี โดยขึ้นเกาหลีเชื่อกันว่ามีหน้าตาที่ดีแล้วชีวิตย่อมดีตามไปด้วย เลยเกิดการร้อยไหมขึ้นเพื่อจะช่วยให้ใบหน้าเป็นรูปV-shape โดยการร้อยไหมนั้นที่ประเทศไทยจะนิยมใช้ไหมละลายทำการร้อย และระยะเวลาของไหมนั้นจะอยู่ประมาณ3-6เดือน

ร้อยไหม หน้าวีเชฟ

โดยการร้อยไหมนั้นต้องมาจากแพทย์ที่ชำนาญแล้วเท่านั้น เพราะการร้อยไหมค่อนข้างอันตรายข้างร้อยมากไปหน้าอาจจะตึงเกินไป แล้วถ้าร้อยน้อยเกินไปก็อาจจะไม่เกิดผล และหากทำการร้อยไหมรุนแรงเกินไปอาจทำให้บริเวณที่ร้อยไหมไปนั้นบวมหรือแดง หรืออาจถึงขั้นเส้นเลือกแตก การร้อยไหมนั้นไม่ใช่แค่เพียงแต่ว่าจะช่วยให้ใบหน้าดูเรียวเล็กลงได้เท่านั้น ถ้าเรานำการร้อยไหมไปทำที่จมูกก็จะส่งผลให้ปลายจมูกเชิดและดูสวยเป็นหยดน้ำมากขึ้นด้วย เท่านั้นยังไม่พอการร้อยไหมยังช่วยลดสัดส่วนในร่างกายได้อีกด้วย โดยเฉพาะต้นแขนและต้นขาที่การร้อยไหมสามารถช่วยได้

ทั้งนี้การร้อยไหมยังสามารถยกกระชับใบหน้าจนถึงลำคอได้อีกด้วย ยังไม่หมดแค่นั้นผลจากการร้อยไหมแล้วจะช่วยให้ผิวบริเวณนั้นสร้างcollagenขึ้นมาและส่งผลให้ผิวบริเวณนั้นมีความขาวและใสขึ้นมาในระดับหนึ่งอีกด้วย การปฏิบัติตัวหลังร้อยไหม ไม่ควรนำใบหน้าไปผ่านความร้อนในระยะเวลา1-2วันแรกและควรงดการทำทรีทเมนต์และเลเซอร์หลังจากร้อยไหมแล้ว1-2สัปดาห์

การประชาสัมพันธ์ด้วยการพิมพ์

Posted on December 9th, 2015 in หมวดหมู่ | No Comments »

การประชาสัมพันธ์ด้วยการพิมพ์

จอห์น กูเตนเบอร์ก

จอห์น กูเตนเบอร์ก

ในยุคสมัยการฟื้นฟูศิลปวิทยา มีการคิดค้นพบประดิษฐกรรมเกิดขึ้นใหม่อีกสิ่งหนึ่ง ซึ่งมีผลกระทบต่อมนุษย์เท่ากับการค้นพบโลกใหม่และระบบสุริยจักรวาลทีเดียว สิ่งนั้นก็คือการค้นพบวิธีการพิมพ์หนังสือด้วยเครื่องพิมพ์ โดยนักประดิษฐ์ชาวเยอรมันที่มีความสามารถผู้หนึ่ง คือ จอห์น กูเตนเบอร์ก แห่งเมืองมายนส์ การค้นพบเครื่องพิมพ์พิมพ์หนังสือได้นี้ ทำให้การประชาสัมพันธ์เจริญรุดหน้าไปอย่างมากมาย สามารถเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ได้ในรูปของหนังสือและสิ่งพิมพ์ต่างๆ และสามารถเข้าถึงประชาชนได้เป็นจำนวนมากมายมหาศาล

หนังสือเล่มแรกที่ได้รับการตีพิมพ์ในครั้งนั้น ซึ่งอาจถือได้ว่าเป็นหนังสือเล่มแรกที่พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ที่มีตัวพิมพ์ทำด้วยโลหะ คือหนังสือพระคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งพิมพ์ขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการเผยแพร่ศาสนา หนังสือคัมภีร์ไบเบิลพิมพ์ขึ้นใน ค.ศ.1454 รอกจากนี้ยังพิมพ์หนังสืออื่นๆ ที่เกี่ยวกับศาสนาถวายแก่สันตะปาปาด้วย

การค้นพบวิธีการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ โดยดูเตนเบอร์ก ครั้งนี้บังเกิดผลทางด้านต่างๆ และด้านการสื่อสารประชาสัมพันธ์ดังนี้ คือ

  1. การพิมพ์นับเป็นการเปิดศักราชใหม่ของการประชาสัมพันธ์โน้มน้าวใจมวลชน การประดิษฐ์คิดค้นครื่องพิมพ์ที่สามารถพิมพ์ได้ครั้งละมากๆ นี้ นับเป็นเรื่องที่น่าตื่นเต้นมากในยุคนั้น ทั่วโลกต่างพากันตื่นตะลึงกับประดิษฐกรรมชิ้นใหม่นี้ เพราะการพิมพ์เป็นสื่อหรือเครื่องมือชนิดใหม่ในการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีมาก่อน นับเป็นวิธีการติดต่อสื่อสารวิธีใหม่ที่มีราคาย่อมเยากว่าเดิมมาก ในยุคเริ่มแรกที่คิดประดิษฐ์เครื่องพิมพ์ใหม่ได้นี้ ส่วนมากจะใช้พิมพ์หนังสือเกี่ยวกับศาสนาเป็นส่วนใหญ่ โดยมุ่งไปยังประชาชนผู้อ่านออกเขียนได้เป็นหวาย จึงนับเป็นยุคแห่งการโน้มน้าวใจมวลชนด้วยการเผยแพร่ลัทธิศาสนาต่างๆ โดยอาศัยการสื่อสารประชาสัมพันธ์ในรูปของหนังสือพิมพ์ต่างๆ เผยแพร่ไปสู่มวลชนด้วย หนังสือศาสนาเหล่านี้เผยแพร่แจกจ่ายไปสู่มวลชนอย่างกว้างขวางได้รับความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ประขาขนพากันอ่านอย่างหิวกระหาย และมีความคิดความอ่านดีขึ้น จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ยุโรปเกิดความแตกแยกทางศาสนาและนำไปสู่การปฏิวัติทางศาสนาในที่สุด นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์หนังสืออื่นๆ เผยแพร่แก่ปนะชาชนอีกด้วย เช่น หนังสือพิมพ์ นิตยสาร จดหมายข่าว และวารสารต่างๆ ได้แก่ วารสารรายงานเกี่ยวกับเรื่องสำรวจขั้วโลก และรายงานเกี่ยวกับการพาณิชย์ เป็นต้น
  2. การพิมพ์มีอิทธิพลต่อประชามติและการโฆษณาชวนเชื่อ การพิมพ์ทำให้รัฐบาลสามารถใช้สิ่งพิมพ์เป็นเครื่องมือเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ รวมทั้งการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลก็ทำได้ง่ายยิ่งขึ้น ขณะเดียวกันการค้นพบวิธีการพิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์นี้ สามารถเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ ในรูปของสิ่งพิมพ์ครั้งละจำนวนมากๆ ประชาชนมีโอกาสได้อ่านหนังสือพิมพ์มากขึ้น เพราะพิมพ์ครั้งละจำนวนมากย่อมมีราคาถูกลง ราคาหนังสือพิมพ์นี้เอง มีส่วนก่อประชามติเป็นอย่างมาก นอกจากนี้ยังมีการตีพิมพ์ข้อเขียนต่างๆ ของนักปราชญ์ในสมัยนั้น เช่น วอลแตร์ รุสโซ และ โทมัส เพน ให้ประชาชนได้อ่านและมีความคิดเห็นทางการเมืองในทัศนะต่างๆ มีการแลกเปลี่ยนถกเถียงกันถึงความคิดทางการเมือง จนเป็นสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่การปฏิวัติอเมริกาและฝรั่งเศสในเวลาต่อมา

สมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

Posted on November 8th, 2015 in หมวดหมู่ | No Comments »

การประชาสัมพันธ์ในสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา

หลังจากที่โรมเสื่อมอำนาจลงแล้ว อารยธรรมต่างๆ ของโลกก็เริ่มเสื่อมลง โลกเริ่มก้าวเข้าสู่ยุคมืด ซึ่งเป็นยุคแห่งความหวาดกลัวและความงมงาย ฉะนั้นยุคนี้การติดต่อสื่อสารและการประชาสัมพันธ์จึงต้องพลอยหยุดชะงักความก้าวหน้าไปด้วย เพราะเป็นยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างแทบจะหยุดอยุ่กับที่ไม่มีความเจริญก้าวหน้าแต่ประการใด และเป็นยุคที่ประชาชนโง่เขลาเป็นยุคที่มีผู้ไม่รู้หนังสือมีจำนวนสูงมาก และการแสดงออกของประชามติมีน้อยมาก การสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ก็ใช้เครื่องมือง่ายๆ ไม่มีการพัฒนาแต่ประการใด ยุคมืดนี้จึงเป็นยุคที่การประชาสัมพันธ์ไม่เจริญคืบหน้าเท่าที่ควร

ครั้นต่อมาในสมัยยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา หรือเป็นยุค “เกิดใหม่” เพราะคำว่า Renaissance หมายถึง เกิดใหม่ ที่ได้ชื่อว่าเกิดใหม่เพราะในยุคนี้มนุษย์หันกลับมาสนใจในศิลปวิทยาการกันใหม่อีกวาระหนึ่ง หลังจากมืดมนมาเป็นเวลาอันยาวนานและยุคฟื้นฟูศิลปวิทยานี้เองที่นับว่าเป็นยุคแห่งหัวเลี้ยวหัวต่อที่มีความสำคัญมาก กล่าวคือ เป็นยุคแห่งการเปลี่ยนแปลงมาเป็นสมัยแห่งวิทยาศาตร์ มนุษย์ย้อนกลับมาสนใจและเอาใจใส่กับตนเองมากขึ้น เห็นความสำคัญในชีวิตและความเป็นอยู่ของคนมากขึ้น สนใจต่อสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์คิดค้นขึ้น และสนใจในความเป็นตัวของตัวเอง นับเป็นยุคแห่งความสว่างสไสวในสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยาจึงมีลักษณะเด่นชัดที่ปรากฏคือ ชนชั้นสามัญอยู่ในสภาพอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้และยังยึดมั่นอยู่ในประเพณีดั้งเดิมกับอีกชั้นหนึ่งที่เป็นผู้ใฝ่ใจในการศึกษา วัฒนธรรมและศิลปะวิทยาการต่างๆ

the last supper

การฟื้นฟูศิลปวิทยาเริ่มขึ้นในแหลมอิตาลีก่อน จากนั้นก็ขยายเข้าไปในประเทศฝรั่งเศส เยอรมนี เบลเยี่ยม เนเธอร์แลนด์ และอังกฤษ เป็นต้น เหตุที่การฟื้นฟูศิลปวิทยาเริ่มขึ้นในดินแดนอิตาลีก่อน เพราะมีหัวเมืองที่เจริญมั่งคั่งและมีการค้าขายอยุ่มากมายหลายแห่ง ผู้คนเริ่มเอาใจใส่กับความรุ่งเรืองและความสำเร็จผลทางโลก ความร่ำรวยทางการค้านี้ขยายตัวมามากหัวเมืองต่างๆ ที่ค้าขายกับแถบเอเชียตะวันตกมาแล้วตั้งแต่ปลายยุคกลาง เช่น เวนิส เจนัว และฟลอเรนซ์ มีการจัดตั้งอุตสาหกรรมและการธนาคารขึ้น ผู้ใดมั่งมีก็ใช้เงินซื้อหารูปภาพ หนังสือ และสินค้านานาชนิดตามปรารถนา

ความเจริญรุ่งเรืองของยุคฟฟื้นฟูศิลปวิทยานั้น รุ่งเรืองทั้งทางด้านศิลปกรรม จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และความคิดทางการเมือง โดยเฉพาะในเรื่องความคิดทางการเมือง เพราะเอกลักษณ์หรือความสำคัญของสมัยฟื้นฟูศิลปวิทยานั้น เน้นและย้ำถึงลัทธิปัจเจกบุคคล หรือความสำคัญของการเป็นเอกชนคนหนึ่งรวมทั้งความเป็นตัวของตัวเอง แต่ละคนจึงกล้าที่จะแสดงผลงานของตนออกมาอย่างเปิดเผยไม่ว่าจะเป็นด้าน ศิลปกรรม วรรณคดี วิทยศาสตร์ ตลอดจนถึงแนวความคิดทางการเมือง ยกตัวอย่างเช่น Dante เขียนหนังสือแสดงความคิดเห็นทางการเมืองชื่อว่า ราชาธิปไตย ขึ้นเพื่อสนับสนุนอำนาจประมุขแห่งชาติ Machiavelli เขียนหนังสือแสดงความคิดทางการเมืองการปกครองชื่อ เจ้าผู้ครองนคร ซึ่งเป็นหนังสือเล่มกนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดในยุคสมัยฟื้นฟูศิลปะวิทยา และมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อนักการเมืองและประมุขหรือผู้นำรัฐบาลฝยสมัยต่อๆ มา ผู้นำทางการเมืองหลายคนเคยยึดถือเอาแนวความคิดจากหนังสือเบ่มนี้เป็นคัมภีร์กรือคู่มือในการปกครองประเทศ

บทกวีและบทประพันธ์

Posted on October 9th, 2015 in หมวดหมู่ | No Comments »

การประชาสัมพันธ์ด้วยบทกวีและบทประพันธ์

สิ่งที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งเกี่ยวกับบทบาทและอิทธิพลของการประชาสัมพันธ์ยุคโบราณก็คือ ในสมัยกรีกโบราณนั้น บรรดาพวกกวีหรือนักประพันธ์ร้อยกรองโคลงฉันท์กาพย์กลอนต่างๆ เป็นผู้นำเอาเทคนิคและวิธีการประชาสัมพันธ์ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมาก จนมีผู้กล่าวว่ากวีเหล่านี้เป็นนักประชาสัมพันธ์ในสมัยนั้นด้วย ที่กล่าวเช่นนี้ก็เพราะว่ากวีเหล่านี้ใช้บทกวียิพนธ์หรือร้อยกรองต่างๆ เป็นเครื่องมือในการสร้างประชามติ โดยการประพันธ์เป็นบทร้อยกรองหรือบทกวีนิพนธ์หรือมหากาพย์ที่มีความไพเราะเพราะพริ้ง มีจังหวะจะโคนที่เร้าใจชวนให้จดจำได้ง่ายแล้วใช้ขับร้องให้แพร่หลายต่อๆไปในหมู่ประชาชน กวีที่มีชื่อในยุคนั้นมีมากมายหลายคน ยกตัวอย่างเช่น Simonides และ Pindar เป็นต้น

กรุงโรม

การใช้กวีนิพนธ์และร้อยกรองเป็นเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์และสร้างประชามติเช่นว่านี้ใช้กันเป็นที่แพร่หลายมากในยุคนั้น จนถึงขนาด Plato นักปราชญ์คนสำคัญในยุคนั้นและนักปราชญ์คนสำคัญของโลกได้เขียนหนังสือขึ้นมาเล่มหนึ่ง ชื่อว่า Replublic โดยเขียนขึ้นเพื่อสนับสนุนในการที่รัฐสั่งห้ามการแต่งกวีนิพนธ์และร้อยกรองทั้งหมด ยกเว้นแต่กวีนิพนธ์ร้อยกรองหรือโคลงฉันท์กาพย์กลอนที่แต่งขึ้นเพื่อสนับสนุนรัฐบาลเท่านั้น

โรมเองก็ได้รับอิทธิพลจากกรีกและนำเอาเทคนิคและวิธีการประชาสัมพันธ์โดยการใช้บทกวีนิพนธ์และร้อยกรองของกรีกไปใช้ในการสร้างประชามติมาใช้ คำประพันธ์และกวีนิพนธ์ร้อยกรองต่างๆ ถูกนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างประชามติ โดยมีวัตถุประสงค์ให้ประชาชนในเมืองหลวงอพยพถ่ายเทไปอยู่ในชนบทบ้าง จึงการแต่งกาพย์โคลงกลอนยกย่องสรรเสริญถึงสภาพภูมิประเทศในชนบทที่เป็นทุ่งนาเขียวขจีตามธรรมชาติที่มีอากาศที่ยรสุทธิ์กว่า มีแหล่งน้ำที่สะอาด รวมทั้งสภาพบรรยากาศที่มีลักษณะใกล้ชิดธรรมชาติมากกว่า ส่วนสาเหตุที่ต้องมีการแต่งกวีนิพนธ์หรือโคลงกลอนบรรยายถึงสภาพธรรมชาติในชนบทเช่นนี้ ก็เพราะว่าในสมัยนั้นโรมมีประชาชนอยู่กันอย่างหนาแน่น ชาวชนบทก็พากันอพยพเข้ามาอยู่อย่างแออัดยัดเยียดมาก ทำให้อาหารมีไม่พอเลี้ยงชาวเมืองและเกิดการขาดแคลนอาหารขึ้น รัฐบาลจึงได้วางแผนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดยการมอบหมายให้บรรดากวีแต่งโคลงกลอนประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนอพยพออกไปจากกรุงโรมบ้าง และให้ไปตั้งหลักแหล่งอยู่ใหม่ตามชนบทนอกเมือง เป็นการช่วยบรรเทาแบ่งเบาความหนาแน่นแออัดในเมืองอีกทั้งยังได้ผลทางด้านการจูงใจให้มีผู้ไปทำมาหากินด้วยการทำไร่ทำนาหรือประกอบอาชีพเหษตรกรรมในชนบท เพื่อนำเอาผลผลิตมาเลี้ยงประชากรในกรุงโรง นับว่าเป็นความชาญฉลาดอย่างยอดเยี่ยมของรัฐบาลในยุคนั้น เพราะการกระทำดังกล่าวจะได้ประโยชน์พร้อมกันทีเดียวถึง 3 ประการด้วยกันคือ

  1. ระบายประชาชนทีแออดัดยัดเยียดกันอยุ่ในกรุงโรมให้ถ่ายเทออกไปอยุ่ในชนบทนอกเมืองประการหนึ่ง
  2. เป็นการบรรเทาการขาดแคลนอาหารหรือแย่งอาหารกันกินในกรุงประการหนึ่ง
  3. รับได้กลุ่มผู้ที่จะไปเป็นเกษตรกรปลูกพืชไร่ในชนบทเพิ่มขึ้น เพื่อสามารถผลิตพืชผลมาเลี้ยงชาวกรุงได้อย่างเพียงพออีกประการหนึ่ง

การดูดไขมันมีกี่ประเภท แบบไหนดีที่สุด

Posted on October 3rd, 2015 in หมวดหมู่ | No Comments »

ดูดไขมัน เรื่องขำๆ ที่ใครก็ทำได้

การมีหน้าท้อง และสัดส่วนของร่างกายที่ได้สัดส่วน สวยงาม เป็นความต้องการของทุกคน ไม่ว่าจะเป็นหนุ่มๆ หรือ สาวๆ ก็ดูเหมือนว่าจะนิยมทำกันซะเหลือเกิน แต่ก่อนจะดูดไขมันเรามาศึกษากันก่อนดีกว่า ว่ามีอะไรบ้าง มีกี่ประเภท เค้าทำกันยังไง ขั้นตอนการทำเป็นแบบไหน ดูดไขมันแล้วต้องดูแลตัวเองอย่างไร วันนี้ผมมีคำตอบเรื่องของการดูดไขมันมาให้ทุกท่านอย่างแน่นอนครับ

การดูดไขมัน

ดูดไขมันมีกี่แบบ แอบกลัวนิดๆ

การดูดไขมันแบบธรรมดา (Liposuction)
เป็นเทคโนโลยีรุ่นเก่า โดยแพทย์จะใช้เครื่องดูดไขมันลักษณะเป็นแท่งโลหะกลวง ดูดไขมันออกมาจากบริเวณที่ต้องการโดยตรง ไขมันจะถูกดูดออกมาพร้อมกับเลือด และเนื้อเยื่อของเรา ยิ่งดูดไขมันออกมามากเท่าไหร่ เลือดและเนื้อเยื่อของเราก็จะถูกดูดออกมามากขึ้นเท่านั้น น่ากลัวสุดๆ ครับ หากเราดูที่ขวดเก็บไขมันที่ดูดมา จะเห็นไขมันลอยอยู่ด้านบน ส่วนเลือดจะจมอยู่ด้านล่าง
– ข้อดี คือ สามารถดูดไขมันออกมาในปริมาณมาก
– ข้อเสีย คือ คนไข้อ่อนเพลีย เพราะเสียเลือดและน้ำมาก ต้องมีการพักฟื้นร่างกาย ไม่สามารถกลับบ้านได้ทันที

การดูดไขมันแบบ Vaser (Liposelection)
เป็นการพัฒนาขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง โดยใช้เทคโนโลยีการปล่อยคลื่นเสียงความถี่สูง (Ultrasound หรือ Ultrasonic) ผ่านหัวแท่งโลหะ ทำให้ไขมันที่จับตัวเป็นก้อนๆ แตกตัวเป็นไขมันเหลว จากนั้นจึงใส่หัวดูดไขมันเข้าไปดูดไขมันเหลวออกมา
– ข้อดี คือ การสูญเสียเลือด น้ำ และเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกายน้อยมากครับ คนไข้ไม่จำเป็นต้องพักฟื้น กลับบ้าน ทำงานต่อได้เลย
– ข้อเสีย คือ ผิวหนังหลังจากทำการดูดไขมันแล้ว บางส่วนอาจไม่เรียบ ไม่กระชับในทันทีที่ทำ ต้องใช้ขั้นตอนอื่นๆ ช่วยให้กระชับ

Vaser (Liposuction) + Vaser (Liposelection)

การดูดไขมันแบบ Vaser Therma HD
แบบนี้ได้รับการพัฒนาจากแบบที่ 2 โดยขั้นตอนหลักจะเหมือนเดิม แต่จะเพิ่มในส่วนของการดูแลร่างกาย หลังจากการดูดไขมันเข้าไปด้วย เช่น มีการกำจัดรอยแตกลายของผิวในบริเวณที่ทำ, มีการกำจัดเซลลูไลท์ หรือแม้กระทั่งการปรับผิวหนังให้กระชับ เรียบเนียนขึ้น อันนี้แล้วแต่ที่ครับ ว่าจะมีออปชั่นเสริมอะไรบ้าง บางที่อาจมีทรีทเม้นท์ ครีมนวด ยากระชับ ผ้ารัดทรงต่างๆ โดยรวมๆ แล้วคือการดูแลผิว หลังการดูดไขมันนั่นเอง
– ข้อดี คือ ผิวหนังบริเวณที่ทำ ฟื้นฟูได้เร็ว มีความกระชับ เรียบเนียนมากกว่า Vaser ธรรมดา
– ข้อเสีย คือ คนไข้อาจต้องเสียเวลามาพบแพทย์หลายครั้ง เพราะการรักษายังไม่สิ้นสุด (สาวๆ ยอมอยู่แล้วเพื่อความสวย)

การดูดไขมันแบบ Vaser Plasma HD
แบบนี้ดูโปรขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง เหมาะสำหรับสาวๆ ที่ไม่อยากกลับมาอ้วนอีก เพราะการดูดไขมันแบบนี้จะใช้ Plasma (เป็นแสงชนิดหนึ่ง) ทำลายเซลล์ต้นกำเนิดไขมันเลย เป็นการหยุดไม่ให้เซลล์เหล่านั้นกลับมาสร้างไขมันได้อีก อีกทั้ง Plasma ยังช่วยให้ผิวบริเวณที่ทำ มีการปรับโครงสร้างของผิวใหม่ ทำให้ผิวกระชับขึ้นอีกด้วย
– ข้อดี คือ ผิวหนังกระชับ เรียบเนียนหลังจากการทำ รวมทั้งไขมันหายไปแบบไม่กลับมาอีก (ฉันไม่คบเธอแล้ว ไขมัน)
– ข้อเสีย คือ เมื่อร่างกายขาดไขมันไป จะทำให้ความสามารถในการต้านทานอุณหภูมิหนาวเย็นลดลง (เราจะหนาวง่ายขึ้น ขี้หนาว ว่างั้น)

จากบันทึกหลักฐานของอียิปต์โบราณ

Posted on September 10th, 2015 in หมวดหมู่ | No Comments »

การประชาสัมพันธ์ของผู้ปกครองและเจ้าผู้ครองนคร

จากบันทึกหลักฐานของอียิปต์โบราณ และอาณาจักรแอสซีเรียและเปอร์เซีย ทำให้มนุษย์ยุคปัจจุบันทราบว่าในสมัยโบราณได้มีการจงใจที่จะเผยแพร่โฆษณายกย่องสรรเสริญสดุดีบรรดาหัวหน้าและผู้ปกครองในยุคนั้น วรรณคดีแบะศิลปะในยุคนั้นจึงถูกจงใจประพันธ์และสร้างขึ้นเพื่อยกย่องส่งเสริมสนับสนุนบารมีและความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของบรรดาเจ้าครองนครทั้งหลาย ผู้นำหรือผู้ปกครองบางคนใช้วิธีสร้างสถานะตนเองให้สูงขึ้นโดยการประชาสัมพันธ์ตนเอง เช่น สร้างอนุสาวรีย์ หรือภาพแกะสลักของตนเองขึ้น หรือเพื่อหาโอกาสสถาปนาตนเองขึ้นเป็นใหญ่เพื่อผลทางจิตวิทยาด้านการสร้างความศรัทธาเลื่อมใส และความเคารพยำเกรงอันมีผลไปถึงการปกครองของตนด้วย ผู้เชี่ยวชาญในด้านการสร้างประชามติโน้มน้าวชักจูงใจยุคนั้นส่วนมากจึงเป็นพวกพระหรือนักบวช นอกจากนี้ศิลปะโบราณวัตถุและวรรณคดีต่างๆ ตลอดจนสถาปัตยกรรมต่างๆ ที่เป็นถาวรวัตถุตกทอดหลงเหลืออยู่มากมายให้อนุชนรุ่นหลังได้เห็นและศึกษานั้น ส่วนหนึ่งถูกสร้างขึ้นมาเพื่อวัตถุประสงค์ดังกล่างนี้ นั้นคือ ถูกสร้างและประพันธ์ขึ้นมาเพื่อให้ประชาชนเลื่อมใสซาบซึ้งในความยิ่งใหญ่และเกรียงไกรของบรรดาผู้น้ำและผู้ปกครองนครในยุคโบราณ เช่น รูปอนุเสาวรีย์ รูปปั้น รูปแกะสลัก รูปสฟริงซ์ของอียิปต์ ซึ่งเป็นอนุสาวรีย์หินขนาดใหญ่ มีรูปร่างคล้ายสิงโต แต่มีใบหน้าศรีษะเป็นมนุษย์ รวมทั้งปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดและกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกไป เช่น ปิรามิดที่สร้างโดยกษัตริย์คูฟูหรือคีออบส์ เป็นต้น

สฟิงซ์

บรรดาผู้ที่ตั้งตนเป็นผู้ปกครองหรือผู้นำมักจะเสริมสร้างบารมีของตนเองด้วยการอ้างสิทธิพิเศษต่างๆ ที่ตนได้รับมาจากพระผู้เป็นเจ้าเบื้องบนแห่งสรวงสวรรค์ มีการอ้างทฤษฎีเทวสิทธิที่ได้รับบัญชามาจากพระเจ้า เช่น พระเจ้าอเล้กซานเดอร์มหาราช ซึ่งทรงรับอิทธิพลความคิดดังกล่าวนี้ไว้เช่นกัน โดยได้รับอิทธิพลมาจากทางตะวันออกและนำมาเผยแพร่ในกรีซ พระองค์เป็นชาวตะวันตกคนแรกที่สภฃถาปนาตนเองเป็น “เทพเจ้า” Ceasar แห่งโรมันก็ใช้วิธีการเดียวกันนี้ กล่าวคือนำเอาลัทธิเทพเจ้ามาใช้ในด้านการปกครองบ้านเมือง อย่างไรก็ตามการที่ผู้นำต่างๆ สามารถทำเช่นนี้ได้สำเร็จนั้น จะต้องพึ่งพาบุคคลอีกกลุ่มหนึ่ง ได้แก่ บริวารพวกพ้องให้ช่วยกันสรรเสริญบกบ่องหัวหน้าของตนเป็นการประชาสัมพันธ์และสร้างพลังโน้มน้าวใจเพื่อให้ประชาชนพลอยเลื่อมใสศรัทธาตามด้วย สรุปแล้วจะเห็นได้ว่าการสร้างสถาปัตยกรรมและศิลปะใดๆ ก็ดี รวมทั้งการให้บริวารของหัวหน้าหรือผู้นำช่วยสรรเสริญนั้น ล้วนแล้วแต่เพื่อผลทางจิตวิทยาการประชาสัมพันธ์ที่บรรดาหัวหน้าและผู้นำในสมัยโบราณของใช้และใช้ได้ผลโดยเฉพาะอย่างยิ่งในการยกสถานภาพตนเองให้สูงขึ้น สร้างสถานะตนเองให้ยิ่งใหญ่เกรียงไกรเหนือกว่าคนอื่นทั้งหลายทั่วไป เพื่อผลทางด้านการปกครอง ทางด้านความเคารพยำเกรงและจงรักภักดีนั่นเอง